Make your own free website on Tripod.com
วิจารณ์ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ

1.พื้นที่อาศัยและคุณภาพน่ำ

            ห้วยหญ้าเครือมีพื้นที่อาศัยหลายแบบ (heterogeneity substrates) มากกว่าห้วยพรมแล้ง ทำให้เกิดแหล่งที่อยู่อาศัยย่อย (microhabitat) มากกว่า ส่งผลให้มีสัตว์หลายชนิดอาศัยอยู่ในลำห้วยนี้ ลำห้วยทั้งสองได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนัก ติดตามด้วยภาวะน้ำหลากในราวเดือนพฤษภาคมถึงตุลมคมของทุกปี ในช่วงที่มีน้ำหลากนี้ กระแสน้ำที่ไหลเร็วและแรง จะพัดพาเศษซากใบไม้ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยย่อยแบบหนึ่งรวมทั้งที่อยู่อาศัยประเภทก้อนหินที่มีขนาดเล็ก ไปกับกระแสน้ำด้วย จึงทำให้ชนิดและจำนวนของสัตว์ลดน้อยลง การเกิดภาวะน้ำหลากนี้เป็นการรบกวน (disturbance) ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นประจำ ของลำน้ำทั้งสองแห่งนี้ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของลำธารในภูมิภาคเอเชีย ที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม (Dudgeon and Corlett, 1994) น้ำในทั้งสองลำห้วยค่อนข้างกระด้าง ( 67.4-238 มิลลิกรัมต่อลิตร ของ CaCO3) ซึ่งมาจากการละลายของชั้นหินปูน หอยสามารถนำหินปูนนี้ไปใช้ในการสร้างเปลือกหอยได้ หอยที่พบมากคือ หอยหอม Brotia ค่าความเป็นเบสของน้ำ แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติการเป็นบัฟเฟอร์ของหิน ซึ่งจะปรับให้น้ำในลำห้วย มีสภาพเป็นด่างเล็กน้อย แม้ว่า ค่าความเป็นเบสของน้ำะค่อนข้างสูง (74.0-420.29 มิลลิกรัมต่อลิตร) เมื่อเปรียบเทียบกับค่าในน้ำธรรมชาติทั่วไป ซึ่งมีค่าระหว่าง 10-200 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีค่าสูงกว่าค่าที่ตรวจวัดได้ในลำธารของลุ่มน้ำเชิญ (Inmuong, 1997) แต่การขึ้นลงของค่าการเป็นเบสของน้ำ ในลำห้วยทั้งสอง และลำน้ำเชิญเป็นไปในทำนองเดียวกัน คือมีค่าสูงสุดในฤดูแล้งหนาว แล้วลดต่ำลงในฤดูแล้งร้อน และมีค่าต่ำสุดในฤดูฝน ค่าการนำไฟฟ้าของน้ำ และค่าการละลายของของแข็ง มีระดับขึ้นลงเช่นเดียวกับค่าความเป็นเบส ของลำห้วยทั้งสองนี้มีค่าการนำไฟฟ้าของน้ำค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับค่าที่ตรวจวัดได้ในลุ่มน้ำเชิญ แต่พบว่า ไม่มีอิทธิพลของหินเกลือ เนื่องจากการตรวจวัดค่าความเค็มของน้ำ ได้ค่าเท่ากับศูนย์ ค่าการนำกระแสไฟฟ้าของน้ำ มาจาก พวกไอออนต่างๆ ซึ่งได้ตรวจพบซัลเฟตและคลอไรด์ไอออนนี้มาจากชั้นดินหรือหิน ค่าซัลเฟตที่พบ (5.1-10.3 มิลลิกรัมต่อลิตร) อยู่ในช่วงปกติของน้ำธรรมชาติ (ค่าอยู่ในช่วง 7.4-113.มิลลิกรัมต่อลิตร) ค่าคลอไรด์เดือนกรกฏาคม 2538 ห้วยหญ้าเครือ มีค่า 11.3 มิลลิกรัมต่อลิตร พรมแล้งมีค่า 7.4 มิลลิกรัมต่อลิตร ค่าความขุ่นของน้ำ เป็นค่าที่แสดงถึงอนุภาค แขวนลอยสารอนินทรีย์ และสารอินทรีย์ในน้ำ ค่าความขุ่นของน้ำเดือนกรกฏาคม 2538 สูงกว่าเดือนเมษายนปีเดียวกัน ในลำห้วยทั้งสอง แสดงให้เห็นว่า มีการชะล้างตะกอนดินและสิ่งต่างๆ ที่ไม่ละลายน้ำจากผืนป่ารอบลำธารลงสู่ลำห้วย เมื่อฝนตกหนัก และน่าสังเกตว่า ค่าความขุ่นของน้ำที่ห้วยหญ้าเครือ ในเดือนกรกฏาคม 2538 สูงกว่าเดือนเมษายนปีเดียวกันถึง 5 เท่า (เมษายน 7.2 มิลลิกรัมต่อลิตร ลแกรกฏาคม 35 มิลลิกรัมต่อลิตร) แสดงว่า มีการชะล้างเอาตะกอนดินและสิ่งต่างๆ ที่ไม่ละลายน้ำลงสู่ลำห้วยหญ้าเครือมาก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ห้วยหญ้าเครือมีพื้นที่บางส่วน ที่ไม่มีพืชปกคลุมหรือมีพืชปกคลุมน้อย ค่าออกซิเจนละลาย ในลำห้วยทั้งสองมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า 5 มิลลิกรัมต่อลิตร ตลอดทั้งปี ค่าบีโอดีมีค่าต่ำสุดในฤดูแล้งหนาว เพิ่มสูงขึ้นในฤดูฝน และมีค่าสูงสุดในฤดูแล้งร้อน แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์เกิดมากในฤดูแล้งร้อน ซึ่งมีอุณหภูมิสูง ระดับน้ำค่อนข้างตื้นและกระแสน้ำไหลช้า เมื่อเทียบกับระยะเวลาอื่นในรอบปี การแสน้ำที่ไหลช้า และระดับน้ำค่อนข้างตื้น ทำให้มีการเก็บกักเศษซาก ใบไม้ในบริเวณต่างๆของลำห้วย ซึ่งจะเห็นชัดเจนมากที่ห้วยหญ้าเครือ อุณหภูมิที่สูงในฤดูแล้งร้อน ช่วยเพิ่มอัตราการย่อยสลายของจุลินทรีย์ ค่าบีโอดีเดือนเมษายน ที่ห้วยหญ้าเครือสูงกว่า ห้วยพรมแล้ง ในฤดูฝนกระแสน้ำได้พัดพาเศษซากใบไม้ บางส่วน ไปกับกระแสน้ำ และอุณหภูมิที่ต่ำของฤดูแล้งหนาว ทำให้กิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ลดลง ไนเตรทไนโตรเจนตรวจพบในเดือนเมษายน 2538 ของทั้งสองลำห้วย และตรวจพบออโธฟอสเฟตในลำห้วยหญ้าเครือเมื่อเดือนกรกฏาคม 2538 ค่าสารอาหารนี้ เกิดจากการย่อยสลายออกมาจากซากใบไม้และจากสารอินทรยีอื่นๆ ลงสู่ลำห้วย สรุปได้ว่า คุณภาพน้ำในลำห้วย ทั้งสอง มีคุณภาพดี แม้ว่ากิจกรรมการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ จะมีมากในช่วงฤดูแล้งร้อน ทำให้ค่าบีโอดีสูงเกินกว่า 6.5 มิลลิกรัมต่อลิตรก็ตาม ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำยังคงมีค่าสูงกว่า 5 มิลลิกรัมต่อลิตร เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในน้ำ

2.ชุมชนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน

            องค์ประกอบของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินในลำห้วยทั้งสอง แตกต่างกันมาก และความ หลากชนิดของสัตว์ในห้วยหญ้าเครือ มีมากกว่าที่ห้วยพรมแล้ง ทั้งนี้เนื่องจากความแตกต่างของ พื้นที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยสำคัญ ห้วยหญ้าเครือมีพื้นที่อยู่อาศัยหลากหลายแบบ เช่น ลานหิน หินขนาดใหญา หินขนาดเล็ก กรวด ทราย และเศษซากใบไม้ นอกจากนี้ ยังมีลักษณะเป็นที่ตื้นและแอ่งน้ำลึกสลับกัน ในขณะที่ห้วยพรมแล้ง มีพื้นที่อยู่อาศัยไม่แตกต่างกันมากนัก คือ พื้นที่อยู่อาศัยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นลานหิน ที่อยู่อาศัยแต่ละแบบ มีความเหมาะสมกับสัตว์แต่ละชนิดแตกต่างกัน บริเวณที่มีที่อยู่อาศัยหลายแบบ จะเอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัย ของสิ่งมีชีวิตหลากชนิดมากกว่า ห้ยวหญ้าเครือมีที่อยู่อาศัยมากชนิดกว่า ห้วยพรมแล้ง จึงมีจำนวนชนิดสิ่งมีชีวิตมากกว่า สัตว์ที่พบแตกต่างกันในลำห้วยทั้งสองส่วนมาก เป็นสัตว์ที่มีจำนวนน้อย ซึ่งแสดงถึงความจำเพาะเจาะจง กับพื้นที่อาศัย และสภาพแวดล้อมของลำธารนั้นๆ สัตว์ที่พบกระจายอยู่ทั้งสองลำห้วย ส่วนมากเป้นกลุ่มสัตว์ที่มีความไวสูง ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เช่น แมลงชีปะขาว แมลงสโตนฟลาย แมลงหนอนปลอกน้ำ และด้วงบางชนิด สัตว์เหล่านี้จะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีคุณภาพดีเท่านั้น ( Hallawell, 1986 ; Plafkin, et al., 1989 ; Chessman, 1995 ) ผลการวิเคราะห์ ชุมชนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินด้วยการวิเคราะห์หลายตัวแปร ให้ผลที่สอดคล้องกัน และสนับสนุน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงเดี่ยว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การกำหนดชนิดและการกระจายของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน ในแต่ละลำธารของลำห้วยทั้งสอง เกิดจาก ความแตกต่างของฤดูกาล วงจรชีวิต และพื้นที่อยู่อาศัยเป็นสำคัญ ชนิดและจำนวนของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินจะลดลงอย่างมาก ในฤดูฝน เนื่องจากถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำที่ไหลแรงกว่าปกติ ลดลงเล็กน้อยในช่วงฤดูแล้งร้อน เนื่องจากเป็นช่วงที่ สัตว์ส่วนมาก เป็นตัวเต็มวัย บินไปจากลำธาร และฟื้นตัวอีกครั้งในฤดูแล้งหนาวซึ่งจะเป็นตัวอ่อนของสัตว์รุ่นใหม่

3.ชุมชนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินกับการพัฒนาภายในอุทยาน

            ห้วยหญ้าเครือ แม้ว่า ในบริเวณที่ศึกษา จะไม่มีกิจกรรมพัฒนาในอุทยานฯ เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ศึกษาก็ตาม แต่บริเวณเหนือสถานที่ศึกษา และลำธารย่อยใกล้เคียง มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งสามารถสังเกตเห็น การเปลี่ยนแปลงของชุมชน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินได้ กิจกรรมแรก คือการสร้างฝายขนาดเล็กในลำธารหลังสำนักงาน บริการการท่องเที่ยว เพื่อไว้เก็บกักน้ำ หลังการสร้างฝายผ่านไปไดเ 2 เดือนพบว่า บริเวณด้านหลังของฝายซึ่ง ลาดชันและมีน้ำไหลค่อนข้างแรง มีแมลงหนอนปลอกน้ำรังไหม (วงศ์ Hydropsychidae) มาสร้างรังในบริเวณ ที่อยู่ใหม่นี้เป็นจำนวนมาก สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Boon ( 1988 ) ส่วนบริเวณเหนือฝายที่มีน้ำขัง นั้น แต่เดิมมีตัวอ่อนแมลงหลายชนิดอาศัยอยู่ ปัจจุบันพบเพียงมวนที่เคลื่อนที่อยู่บนผิวน้ำเท่านั้น กิจกรรมที่สอง คือ การถมดินและทรายในบริเวณใกล้ปากทางของลำธารย่อยของห้วยหญ้าเครือไหลที่ผ่านด้านข้าง บริเวณที่กางเตนท์ประมาณต้นปี 2538 ทำให้เกิดการไหลของน้ำย้อนกลับจากห้วยหญ้าเครือไปยังลำธารย่อย น้ำไหลช้ามาก จากการสำรวจสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน ในลำธารย่อยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2538 พบสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน ทั้งสิ้น 8 อันดับ 17 วงศ์ 23 ชนิด สัตว์ที่พบมากที่สุดคือ แมลงชีปะขาวหัวเหลี่ยมวงศ์ Leptophlebiidae และ แมลงหนอนปลอกน้ำรังดินวงศ์ Polycentropodidae ซึ่งมีความหนาแน่นเฉลี่ยเท่ากันคือ 12.8 ตัวต่อตารางเมตร ส่วนแมลงหนอนปลอกน้ำรังไหมวงศ์ Hydropsychidae ที่เดิมสังเกตว่า มีจำนวนมากที่สุด ได้ลดจำนวนลงเหลือ ความหนาแน่นเฉลี่ย 6.4 ตัวต่อตารางเมตร จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยแปลงลักษณะของที่อาศัย หรือสิ่งแวดล้อมมีผลทำให้โครงสร้างสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน เปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว อาจทำให้มี การเพิ่มการสะสมสารอาหารพวกไนโตรเจน และฟอสฟอรัสลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งสารอาหารนี้มีแหล่งที่มา จากร้านค้าและที่พักอาศัยภายในอุทยานฯ ดังนั้น ควรมีการจัดการมิให้มีการเพิ่มสารอาหารลงสู่แหล่งน้ำ โดยตรง เพราะจะทำให้เกิดการเจริญของสาหร่าย ซึ่งจะไปอุกตันหรือขัดขวาง การไหลผ่านของน้ำเข้าสู่รัง และโครงสร้างของสัตว์ที่ได้อาหารโดยการกรอง หรือสาหร่ายอาจเจริญแผ่ปกคลุมรังของสัตว์ รวมทั้งแย่งที่สำหรับการสร้างรังของสัตว์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายชนิดได้ ส่งผลให้โครงสร้างสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะมีผลต่อโครงสร้างสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ปลาที่กินสัตว์เหล่านี้เป็นอาหาร นั่นคือ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชุมชนสัตว์ในลำห้วยได้

            ห้วยพรมแล้ง เป็นบริเวณที่มีผู้ไปเยือนน้อยกว่าห้วยหญ้าเครือมาก ลำห้วยนี้ได้รับการรบกวนเล็กน้อย จากการเพิ่มสารอาหารพวกฟอสเฟตลงสู่แหล่งน้ำ เนื่องจากการซักล้างในลำห้วย ลำห้วยนี้มี สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินที่น่าสนใจมากอยู่อย่างน้อย 2 ชนิด ชนิดแรก คือ แมลงหนอนปลอกน้ำหัวยาว Stenopsyche siamensis ซึ่งพบว่า มีการกระจายที่จำกัดมาก ในลำธารของจังหวัดเพชรบูรณ์ เลย ชัยภูมิ และขอนแก่น โดยพบเฉพาะที่ลำธารในหน่วยพิทักษ์ ภูหินเหล็กไฟ และที่ห้วยพรมแล้ง เท่านั้น และพบว่ามีมากที่ห้วยพรมแล้งจากการพบ Stenopsyche อาศัยอยู่มากเฉพาะที่ห้วยพรมแล้งเท่านั้น จึงน่าสนใจที่จะศึกษาว่า ปัจจัยใดมีการเกี่ยวข้องกับการกระจายที่จำกัดมากของแมลงชนิดนี้ รวมทั้งศึกษาด้านชีววิทยาของ แมลงชนิดนี้ เพื่อให้ได้ ข้อมูลสำหรับเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ไว้ มิให้สูญพันธ์ นอกจาก Stenopsyche แล้ว ยังพบว่า ตัวอ่อนของแมลงหนอนปลอกน้ำ อีกชนิดหนึ่งซึ่งพบเฉพาะที่ห้วยพรมแล้ง เท่านั้น และพบเป็นจำนวนน้อยมาก ในช่วงสองปีที่ทำการศึกษา ไม่พบแมลงชนิดนี้เลย แต่ได้พบในการสำรวจปี 2540 ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า เป็นแมลงหนอนปลอกน่ำสกุลใด ทราบเพียงว่าเป็นสมาชิกของ แมลงหนอนปลอกน้ำรังไหมเท่านั้น ตัวอ่อนที่พบนี้ มีลักษณธที่แตกต่างจากแมลงหนอนปลอกน้ำรังไหม สกุลต่างๆที่พบในลุ่มน้ำพอง และที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ตัวอ่อนของแมลงทั้งสองชนิดนี้ มีการกระจายที่จำกัด และจำนวนที่น้อยมาก จึงสมควรอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้ไว้ และสัตว์เหล่านี้อาจเป็นสิ่งจูงใจ ให้ผู้นิยมธรรมชาติมาศึกษาและเยี่ยมเยียน การพัฒนาห้วยพรมแล้งในอนาคต อาจมีผลต่อสัตว์เหล่านี้ได้ การศึกษาชีววิทยาและปัจจัยที่มีผล ต่อการกระจายของสัตว์ เหล่านี้ จะช่วยให้ได้ข้อมูลร่วม สำหรับการวางแผนการใช้พื้นที่โดยไม่ไห้กระทบกระเทือนต่อสัตว์ หายากเหล่านี้หรือให้กระทบกระเทือนน้อยที่สุด

4.ความรู้จากการศึกษาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

            การศึกษาชีววิทยาและระบบนิเวศในแหล่งน้ำไหลของ ประเทศในทวีปเอเชีย และประเทศเขตร้อนซีกโลกใหม่ ( neotripical ) ยังมีจำกัดมาก (Rundle and Resh, 1993 ; Dudgeon, 1994 ; Covich, 1988) ความรู้ด้านชีววิทยา และนิเวศวิทยาของแหล่งน้ำไหลส่วนมาก มาจากการศึกษาวิจัยในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ผลการศึกษา เบื้องต้นเกี่ยวกับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทำให้ทราบว่า มีหลายอย่างที่แตกต่างไปจากผลการวิจัยในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ เช่น ตัวอ่อนของริ้นดำ Simulium มีการกระจายกว้างขวาง และทนอยู่ได้น้ำที่มีคุณภาพไมดีนักของยุโรป และอเมริกาเหนือ แต่ในประเทศไทย พบสัตว์สกุลนี้เฉพาะบริเวณต้นน้ำ และในน้ำที่มีคุณภาพดีเท่านั้น ในเขตร้อนซีกโลกใหม่พบตัวอ่อนของแมลงวงศ์นี้ มีการกระจายอยู่เฉพาะบริเวณน้ำตกของลำธารบนภูเขาสูง และหลายชนิดเป็นสัตว์เฉพาะถิ่น (Burger, 1987 อ้างใน Covich, 1988) การศึกษาครั้งนี้ พบตัวอ่อนของ Simulium เช่นกัน จำนวนไม่มากนัก ซึ่งมีการเข้าดักแด้ บนลานหินและบนใบของพืชในบริเวณ ที่มีน้ำไหล และบริเวณโคนของพืชชนิดนี้ มักพบมวนวงศ์ Hebridae อาศัยอยู่ แมลงสโตนฟลายมีมากในบริเวณ ต้นน้ำ และเป็นกลุ่มสัตว์ที่สำคัญกลุ่มหนึ่งที่ต่างประเทศนำมาใช้ ในการประเมินคุณภาพน้ำ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Plafkin, et al.,1989; Hilsenhoff,1987;Lanet, 1988; Ohio EPA, 1990) Zwich (1986) รายงานว่า ความหลากชนิดของสโตนฟลาย ลดลงอย่างรวดเร็วจากเขตหนาวมายังเขตร้อน สำหรับเขตร้อน แมลงสโตนฟลายเสือ (วงศ์ Perlidae) มีความหลากชนิดมากที่สุด แมลงกลุ่มนี้ พบน้อยมาก ในการศึกษาที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Sangpradub, et al., 1986; Inmuong, 1997) จึงไม่น่ามีบทบาทมากนัก ในการที่จะนำมาใช้ประเมินคุณภาพน้ำหรือคุณภาพสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทย สำหรับประเทศไทย กลุ่มสัตว์ที่จะมีบทบาท มาก สำหรับการนำสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมาประเมิน คุณภาพน้ำและคุณภาพสิ่งแวดล้อมคือ ตัวอ่อนของแมลงชีปะขาว และตัวอ้อนของแมลงหนอนปลอกน้ำ Lewis (1987) และ Payne (1986) ได้ เรียบเรียงบทความเกี่ยวกับความ สัมพันธ์ของเส้นรุ้ง กับจำนวนชนิดของสิ่งมีชีวิตว่า สำหรับสิ่งมีชีวิตบนบกและสิ่งมีชีวิตในทะเลแล้ว บริเวณที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร จะมีจำนวนชนิดมากขึ้น แต่สำหรับสิ่งมีชีวิตในน้ำจืด พบว่า ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป นักวิจัยบางกลุ่ม พบว่า เขตอบอุ่นมีความหลากชนิดของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในน้ำจืดมากกว่า เช่น การประเมินของ Berg and knutson (1978) Stanford and Ward (1983) และ Zwick (1986) แต่บางกลุ่มแย้งว่า เขตร้อนมีความหลากหลายมากกว่า เช่น Stout and Vandermeer (1975) Awachie (1981) Edmunds (1982) Boon (1988) Benson and Pearson (1987) และ Yule (1995) การที่ไม่สามารถสรุป ได้อย่างแน่ชัดนี้ เนื่องจากยังขาดข้อมูลของประเทศในเขตร้อนอีกมาก (Stout and Vandermeer, 1975; Covich, 1988) ผลการศึกษาในห้วยหญ้าเครือและห้วยพรมแล้ง พบว่า ลำห้วยทั้งสองมีความหลากชนิดมาก ที่น่าสังเกตคือ จากจำนวนชนิดของสัตว์ที่พบนการศึกษาครั้งนี้ มีสัตว์ที่พบอาศัยในทั้งสองลำธารเพียง 41 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นความแตกต่างของชุมชน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในแต่ละลำธารว่า แตกต่างกันมาก ในลำธารเขตร้อนของอเมริกากลางพบว่า มีสัตว์ประจำถิ่น (endemic species) มาก ซึ่งต่างจากลำธารในเขตอบอุ่น (Covich, 1988) ลำธารในทวีปเอเชีย ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ เพราะขาดการศึกษาวิจัยดังกล่าวข้างต้น สำหรับ Stenopsyche ซึ่งพบว่า มีการกระจายที่จำกัดมากนั้น อาจเป็นสัตว์ประจำถิ่นชนิดหนึ่ง ของจังหวัดเพชรบูรณ์ก็ได้ หากมีการศึกษามากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้วก็จะสามารถยืนยันได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ผลการศึกษา ในลำธารต้นน้ำคือ ลำธารอันดับที่ 1 และที่ 2 ของหนวยพิทักษ์ภูหินเหล็กไฟ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว พบสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินที่เก็บกินตะกอนขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตรเป็นอาหาร (gathering collectors) มากที่สุด สำหรับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินที่กินเศษซากใบไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 มิลลิเมตร (shredders) พบน้อยมาก (จุไรรัตน์, 2539) ซึ่งต่างจากในยุโรปและอเมริกา แต่สอดคล้องกับรายงานในเกาะฮ่องกง (Dudgeon and Corlett, 1994) การที่พบ Shredders น้อยนี้ อาจเนื่องมาจาก การสลายเศษซากใบไม้ในลำธารเขตร้อน สามารถเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าลำธารของเขตอบอุ่น Dudgeon (1982) ได้ทดสอบการย่อยสลายเศษซากใบไม้ 2 ชนิดในเกาะฮ่องกง พบว่าใบไม้ทั้งสองชนิดถูกย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ภายในระยะเวลา 13 สัปดาห์ ในขณะที่การย่อยสลายในเขตอบอุ่นต้องใช้เวลา เป็นปี ทั้งนี้ เนื่องจากอุณหภูมิสูงของเขตร้อนช่วยเพิ่มกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่าค่าบีโอดีในลำห้วยหญ้าเครือและห้วยพรมแล้งสูงที่สุดในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นฤดูแล้งร้อน อุณหภูมิสูงกว่าเดือนอื่นๆในรอบปี ดังนั้น การที่จะเข้าใจระบบนิเวศแหล่งน้ำไหลของประเทศไทย จำเป็นต้องมีการศึกษาหลายประเด็นอย่างต่อเนื่อง เช่น การศึกษาความหลากชนิด เพื่อให้ทราบว่า มีทรัพยากรชีวภาพอะไรบ้าง รวมทั้งสถานภาพของทรัพยากรชีวภาพ เหล่านั้น การศึกษาในระดับกลุ่มประชากรและระดับชุมชนของสิ่งมีชีวิต ในแหล่งน้ำนั้น ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่นป่าที่ปกคลุม เป็นต้น เพื่อให้เข้าใจระบบนิเวศแหล่งน้ำไหลของประเทศไทย และสามารถนำข้อมูลและความรู้เหล่านี้ ไปร่วมใช้ในการจัดการพื้นที่และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการนำสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินและ/หรือ แมลงน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวอ่อนของแมลงน้ำพวกแมลงชีปะขาว แมลงสโตนฟลาย และแมลงหนอนปลอกน้ำ หรือที่เรียกกันว่า ตัวอ่อนแมลงกลุ่ม EPT ไปใช้เป็นข้อมูลชีวภาพ ร่วม ในการประเมินคุณภาพน้ำและคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยต่อไป



wetlab logo



Wetlab Ring
Prev 5 | Previous | Next | Next 5 | Random | List |
Wetlab Ring,