Make your own free website on Tripod.com
ขอบเขตงานวิจัย

map of nam nao national park

          ห้วยหญ้าเครือ (Huai Ya krua)เป็นลำธารลำดับที่สอง ของลำน้ำเชิญ มีต้นกำเนิดจากผืนป่าดิบทางทิศเหนือของที่ทำการอุทยานฯ น้ำจะไหลมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไปรวมกับห้วยมดและห้วยจาน ก่อนที่จะไปรวมกันเป็นลำน้ำเชิญ บริเวณที่ศึกษาตั้งอยู่ที่เส้นรุ้งที่ 16o 44' 19.7" เหนือ และเส้นแวงที่ 101o 34' 26.4" ตะวันออก ระดับความสูง 840 เมตรจากระดับน้ำทะเล บริเวณที่ศึกษามีระยะทาง ประมาณ 200 เมตร เริ่มจากบริเวณทางแยกของลำห้วย ผ่านโครงการปลูกป่าสนของเนสท์เง่ บริเวณที่กางเตนท์ไปสิ้นสุดที่บริเวณหลังฝายกั้นน้ำ พื้นลำห้วยประกอบด้วยพื้นที่อาศัย (substrate) หลายลักษณะ ประกอบด้วย กรวด (gravel) ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ลานหิน (bedrock) ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นหินขนาดใหญ่กว่า 25 เซนติเมตร (boulder) หินขนาดกลางมีขนาดอยู่ระหว่าง 5-25 เซนติเมตร ( cobble ) หินขนาดเล็กมีขนาดเล็กกว่า 5 เซนติเมร (pebble) และทราย (sand) คละกันไป บางบริเวณมีการสะสมของเศษซากใบไม้ ลำห้วยมีความกว้างเฉลี่ยประมาณ 1.5 เมตร ถูกปกคลุมด้วยพืชริมลำธารประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ สองข้างของลำธารนอกจากเป็นป่าดิบแล้ว ยังพบพืชโบราณคือ สนหางม้า หรือหญ้าถอดปล้อง (Equisetum) ขึ้นปะปนกับหญ้าและไม้พุ่มอื่นๆ ด้วย น้ำในลำธารปกติใส แต่ในเดือนที่มีน้ำน้อย เช่น เดือนเมษายน น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื่องจากมีการสลายของใบไม้ที่ตกลงทับถมในลำธาร บางบริเวณจะมีฟองแก๊สเกิดขึ้น ซึ่งเข้าใจว่า มาจากกิจกรรมการสลายซากใบไม้เช่นกัน

          ห้วยพรมแล้ง (Huai Phrom Laeng) เป็นลำธารลำดับที่ 3 ของลำน้ำพรม มีต้นกำเนิดจากป่าสน บริเวณสวนสนดงแปก น้ำไหลผ่านป่าดิบและป่าเบญจพรรณ จากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห้วยพรมแล้งมีน้ำไหลตลอดปี ลำห้วยนี้ถูกแบ่งเป็นสองตอน โดยฝายกั้นน้ำคอนกรีตที่ทำให้บริเวณเหนือฝายกลายเป็นแอ่งลึก น้ำไหลช้า ส่วนบริเวณใต้ฝายน้ำตื้นกว่า และไหลแรงกว่า บริเวณที่ทำการศึกษา ตั้งอยู่ที่เส้นรุ้งที่ 16o38'24.2" เหนือ และเส้นแวงที่ 101o 34' 52.9" ตะวันออก ระดับความสูง 720 เมตรจากระดับน้ำทะเล เริ่มตั้งแต่ใต้ฝาย ไปจนถึงวังน้ำพรมระยะทางประมาณ 200 เมตร พื้นลำธารประกอบด้วย ลานหินกว้างประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ของส่วนประกอบทั้งหมด เป็นหินขนาดใหญ่ 5 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นหินขนาดกลาง หินขนาดเล็ก กรวดและทรายอยู่คละกันไป และบางบริเวณมีการสะสมของเศษซากใบไม้ แต่น้อยกว่าที่ห้วยหญ้าเครือมาก ระยะทางจากฝายลงมาประมาณ 80 เมตร เป็นลานหินกว้าง น้ำไหลแรงในบางบริเวณ ถัดมาเป็นแอ่งน้ำค่อนข้างลึกยาวประมาณ 20 เมตร ภายในแอ่งน้ำมีก้อนหินขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากถูกปกคลุมด้วยตะกอน แอ่งน้ำนี้พบปลาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ถัดลงมาเป็นลาน หินกว้าง ที่มีหินขนาดใหญ่และหินขนาดกลางวางซ้อนอยู่บนลานหินเป็นระยะๆ ไปจนถึงวังน้ำพรม ซึ่งมีลักษณะ เป็นแอ่งน้ำค่อนข้างลึก น้ำในบริเวณนี้ส่วนมากตื้นและไหลเร็วปานกลาง จนถึงเร็วมากโดยเฉพาะบางบริเวณ ที่มีหินขนาดใหญ่เป็นส่วนประกอบ ลำธารมีความกว้างประมาณ 2 เมตร ลักษณะเป็นลำธารเปิด ถูกปกคลุมด้วยป่าดิบเขาประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะริมฝั่งลำธารด้านทิศเหนือเท่านั้น ลำธารด้านทิศใต้ไม่ติดกับป่า เนื่องจากมีลานหินกั้น ทำให้ไม่ได้รับร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ น้ำในลำธารใส ไม่มีสี ไม่มีฟองแก็สที่บริเวณผิวน้ำ

อุปกรณ์และวิธีการศึกษา

            สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินถูกสุ่มเก็บ ครั้งละ 17 ซ้ำ ในแต่ละลำห้วยทุกฤดูกาลเป็นระยะเวลา 2 ปี ระหว่างเดือน กรกฏาคม 2537 ถึง มีนาคม 2539 คือ ฤด๔ฝนในเดือนกรกฏาคม 2537 และ กรกฏาคม 2538 ฤดูแล้งหนาวเดือนธันวาคม 2538 และมีนาคม 2539 โดยใช้ Surber sampler ขนาด 0.25x0.25 เมตร (พื้นที่ 0.0625 ตารางเมตร) ขนาดตาข่าย 500 ไมครอน วาง Surber sampler ให้ราบกับพื้นลำธารโดยให้ปากถุงอยู่ในทิศทาง ทวนกระแสน้ำ ให้มือขูดพรวนภายในกรอบให้ทั่ว เพื่อให้สัตว์หลุดจากพื้นที่อาศัย และถูกน้ำพัดพาเข้าไปอยู่ในถุงตาข่าย ถ่ายตะกอนและสัตว์ที่เก็บได้ลงในถุงพลาสติกแล้วดองทันที ด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ ความเข้มข้น 70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำไปศึกษาต่อที่ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการเก็บตัวอย่าง ทุกครั้ง ได้ทำการวัดความลึกของน้ำ (เซนติเมตร) อุณหภูมิของน้ำ (องศาเซลเซียส) และปริมาณออกซิเจนละลาย (DO) ค่าตัวแปรอื่นๆ เช่น ความเร็วของกระแสน้ำ (เมตรต่อวินาที) บีโอดี (BOD) ค่าการนำไฟฟ้าของน้ำ (conductivity) ค่าความเป็นเบส (alkalinity) ไนโตรเจน (nitrate nitrogen, nitrite nitrogen และ ammonia nitrogen) ฟอสเฟต ( orthophosphate) คลอไรด์ (chloride) ความกระด้าง ( hardness ) และซัลเฟต (sulphate) ได้ทำการตรวจวัดเพียงบางครั้งเท่านั้น สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินทีเก็บรักษาในเอทิลแอลกอฮอล์จะถูกแยก ออกจากตะกอนและนำไปตรวจเอกลักษณ์ถึงลำดับอนุกรมวิธาน ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

การวิเคราะห์ข้อมูล

            ความหลากชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ไม่กระดูกสันหลังหน้าดิน รวมทั้งค่าตัวแปรปัจจัย ทางกายภาพในเชิงระยะเวลาและพื้นที่ ถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงเดี่ยว ได้แก่ สถิติพรรณา (ค่าเฉี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน) Student's t-test การวิเคราะห์ ความแปรปรวน (ANOVA) และ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง แต่ละค่าตัวกลางด้วย Least Significant Difference (LSD) เมื่อพบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนับสำคัญเกิดขึ้น ในการวิเคราะห์ความแปรปรวน การวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงเดี่ยว ใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป SPSS (SPSS, 1993) ข้อมูลชีวภาพระดับวงศ์ ถูกวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์หลายตัวแปร (multivariate analysis) ได้แก่ Clustering และ Ordination โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป PATN (Belbin, 1995) ดังนี้คือ ชุมชนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินในแต่ละครั้ง ของการเก็บตัวอย่างถูก (i) จัดเข้าเป็นกลุ่ม (cluster) ด้วย Unweight pair group mean averaging (UPGMA) ประเมินผลของการแยกกลุ่ม ข้างต้นด้วย GSTA option ใน PATN ซึ่งจะทำให้ทราบว่าสัตว์วงศ์ใด มีความสำคัญในการจัดแยกกลุ่ม ( ii ) จัดอันดับ (ordination) ด้วย Semi strong hybrid multidimentional scaling (SSH) โดยใช้ Bray-Curtis association matric ความสัมพันธ์ระหว่างแกน (ordination axis) กับวงศ์ของสัตว์ถูกวิเคราะห์ด้วย PCC option ใน PATN จากนั้นคัดเลือกเฉพาะวงศ์ที่แสดงความ สัมพันธ์กับแกนอย่าง มีนัยสำคัญ หลังจากสุ่มด้วย MCAO option ใน PATN จำนวน 100 ครั้ง

            เปรียบเทียบผลของการจัดเข้ากลุ่ม กับการจัดอันดับว่า สอดคล้องกันหรือไม่ และสัตว์วงศ์ใด ที่พบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ในทั้งสองวิธีการ สัตว์เหล่านั้น จะเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญในการจัด แยกกลุ่มและการจัดอันดับ ข้อมูลชีวภาพและข้อมูลปัจจัยทางกายภาพถูกแปลงด้วย log x หรือ log (x+1) ก่อนการวิเคราะห์ทาง สถิติ หากพบว่าข้อมูลนั้นกระจายไม่ปกติ การประเมินผลความแตกต่าง ในการวิเคราะห์ทางสถิติของการศึกษา ครั้งนี้ ใช้ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ( p < 0.05 )



wetlab logo



Wetlab Ring
Prev 5 | Previous | Next | Next 5 | Random | List |
Wetlab Ring,