Make your own free website on Tripod.com
ผลการศึกษา

1. คุณสมบัติทางฟิสิกส์และเคมีของน้ำ

            ความลึกและค่าความเป็นเบสของน้ำ ในลำห้วยทั้งสองแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญ ห้วยพรมแล้งมีความลึกมากกว่าห้วยหญ้าเครือในบริเวณที่เก็บตัวอย่าง (t168=-4.27 p<0.001) ในขณะที่ห้วยหญ้าเครือมีค่าความเป็นเบสสูงกว่า (t14=-2.71 P<0.05) ความเร็วของกระแสน้ำในห้วยพรมแล้ง สูงกว่าที่ ห้วยหญ้าเครือ ส่วนอุณหภูมิของน้ำ ค่าออกซิเจนละลายน้ำ ค่าบีโอดีและค่าความเป็นกรด-ด่าง ของแหล่งน้ำ ทั้งสอง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (P>0.05) ตรวจวัดไม่พยไนเตรท ไนโตรเจนและแอมโมเนียไนโตรเจน แต่พบไนเตรทไนโตรเจนและออโธฟอสเฟต ในแหล่งน้ำทั้งสองแห่ง ซึ่งมีค่าต่ำ แสดงว่ามีการปนเปื้อนของสารอาหาร เพียงเล็กน้อยลงสู่แหล่งน้ำ จากค่าปัจจัยต่างๆ ของน้ำในลำห้วยทั้งสองสรุปได้ว่า น้ำในลำห้วยทั้งสองมีคุณภาพดี

            ความผันแปรของคุณสมบัติทางฟิสิกส์และเคมี ของน้ำเนื่องจากระยะเวลา

            ความลึกของแม่น้ำ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่ห้วยหญ้าเครือพบว่า เดือนเมษายน 2537 มีระดับน้ำต่ำที่สุด (11.38 เซนติเมตร) เดือนกรกฏาคม 2537 มีระดับน้ำสูงสุดเท่ากับ 19.6 เซนติเมตร (F4,84=2.51 P,0.05) ห้วยพรมแล้งมีระดับน้ำสูงสุดในเดือน กรกฏาคม 2537 (24.38 เซนติเมตร) เช่นกัน และมีระดับน้ำต่ำสุดในเดือน มีนาคม 2539 เท่ากับ 12.03 เซนติเมตร (F4,48=11.002 P<0.001) ความลึกของน้ำสอดคล้องกับฤดูกาล คือลึกมากที่สุด ในฤดูฝน และตื้นที่สุดในฤดูแล้งของหน้าร้อน ความเร็วของกระแสน้ำ ห้วยหญ้าเครือมีน้ำไหลช้ากว่าห้วยพรมแล้งมาก ความเร็วของกระแสน้ำช่วงฤดูฝน สูงกว่าฤดูแล้งหนาวและฤดูแล้งร้อนตามลำดับ ทั้งสองลำห้วยมักมีน้ำหลาก ในราวเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ของทุกปี ค่าความเป็นเบส ของลำห้วยทั้งสองคล้ายคลึงกัน คือ มีค่าต่ำในเดือนกรกฏาคม 2537 และ กรกฏาคม 2538 และมีค่าสูงสุดในเดือนธันวาคม 2537 (ห้วยหญ้าเครือ (F3,7=426.3 P<0.001 และห้วยพรมแล้ง F4,48=46.46 P<0.01 ) แสดงว่า ค่าจะต่ำในช่วงฤดูฝน และสูงในช่วงฤดูแล้ง ค่าความเป็นเบสที่สูง แสดงว่าน้ำมี CaCO3 อยู่มาก ซึ่งละลายมาจากหิน ค่าความเป็นเบสของน้ำสัมพันธ์กับค่าความกระด้างของน้ำ ที่ห้วยหญ้าเครือ มีความกระด้างของน้ำสูงกว่าที่ห้วยพรมแล้ง ค่าออกซิเจนละลายของทั้งสองลำห้วยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่ห้วยหญ้าเครือมีค่าสูงสุดในเดือน เมษายน 2538 ( 9 มิลลิกรัมต่อลิตร ) เดือนนี้มีสาหร่ายสีเขียว เจริญอย่างมาก และสามารถตรวจพบสารอาหารพวกไนเตรทในแหล่งน้ำนี้ด้วย ค่าที่สูงมากนี้ น่าจะมาจากิจกรรม การสังเคราะห์แสงของสาหร่าย ส่วนค่ในเดือนอื่นแตกต่างกันไม่มากนัก (F 5,25=4.13 P<0.05 ) ที่ห้วยพรมแล้ว ค่าออกซิเจนละลายในแต่ละเดือนไม่แตกต่างกัน (F 5,25=0.21 P>0.05 ) เป็นที่น่าสังเกตว่า มีสาหร่ายเพิ่มมากขึ้นที่ห้วยหญ้าเครือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา ส่วนที่ห้วยพรมแล้งพบว่า มีสาหร่ายเพิ่มมากขึ้นอย่างสังเกตเห็นได้ชัดในปั พ.ศ.2540 (เมื่อเปรียบเทียบ ระหว่างปี พ.ศ. 2536-2540) ค่าบีโอดีค่าบีโอดีในแต่ละลำห้วยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และมีความคล้ายคลึงกันคือ มีค่าต่ำสุดในเดือนธันวาคม 2537 ตามด้วยเดือนกรกฏาคม ของทั้งสองปี และมีค่าสูงสุด ในเดือนเมษายน 2538 (ห้วยหญ้าเครือ (F 3,7=56.46 P<0.001 และห้วยพรมแล้ง (F 3,7=21.89 P<0.01 ) เนื่องจากมีการสลายซากใบไม้มากในหน้าร้อน

            จากการวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพของน้ำ และความผันแปร ของค่าเหล่านี้ เนื่องจากความแตกต่างของสถานที่และเวลา แสดงให้เห็นว่า ค่าตัวแปรทางเคมีของน้ำ มีความแตกต่างกัน เนื่องจากเวลา ส่วนค่าตัวแปรทางฟิสิกส์ เช่น ความลึกและความเร็วของกระแสน้ำ มีความผันแปรทั้งจากสถานที่และเวลา ความลึกแตกต่างระหว่างสถานที่ มากกว่า ความแตกต่างเนื่องจากเวลา ความแตกต่างของความเป็นเบสเนื่องจาก ความแตกต่างของเวลามากกว่า ความแตกต่างเนื่องจากสถานที่ เมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างของพื้นที่อาศัย ซึ่งแตกต่างกันอย่างมาก ในลำห้วยทั้งสอง สามารถกล่าวได้ว่า ห้วยหญ้าเครือ มีองค์ประกอบทางกายภาพ แตกต่างจากห้วยพรมแล้งมาก

            2. ความหลากชนิดและปริมาณของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน

            พบว่า สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินรวม 15 อันดับ 59 วงศ์ แยกตามลักษณะสัณฐานได้ 112 ชนิด (ตารางที่ 1 ) ตารางที่ 1 จำนวนวงศ์และความหนาแน่น (ตัว/ตารางเมตร) ของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่พบในห้วยหญ้าเครือ และห้วยพรมแล้ง อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ระหว่างเดือนกรกฏาคม 2537 ถึง เดือนมีนาคม 2539 (รวมข้อมูลทุกซ้ำเข้าด้วยกัน)

 
จำนวนวงศ์
ความหนาแน่น
ห้วยหญ้าเครือ ห้วยพรมแล้ง ห้วยหญ้าเครือ ห้วยพรมแล้ง
กรกฏาคม 2537 6 19 512 2608
ธันวาคม 2537 31 30 3984 4240
เมษายน 2538 32 21 10288 9072
กรกฏาคม 2537 20 17 2656 1616
พฤศจิกายน 2538 30 25 1163 6944
มีนาคม 2539 27 28 11632 13408

            สัตว์ที่พบส่วนมากเป็นตัวอ่อนของแมลงน้ำ นอกเหนือจากนี้ ได้แก่ กุ้ง ปู และหอย สรุปจำนวนวงศ์และความหนาแน่นของ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินแสดงในตารางที่ 1 ห้วยหญ้าเครือมีความหลากชนิดของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน มากกว่าห้วยพรมแล้ง คือพบสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน 15 อันดับ 52 วงศ์ 84 ชนิด จำนวนรวม 2638 ตัว ที่พบจำนวนมากที่สุด คือกลุ่มแมลง ชีปะขาว (อันดับ Ephemeroptera ) พบทั้งสิ้น 1180 ตัว 7 วงศ์ วงศ์ที่พบมากคือ แมลงชีปะขาวหัวเหลี่ยม ( Leptophlebiidae ) และแมลงชีปะขาวหลังปิด ( วงศ์ Caenidae ) ส่วนกลุ่มสัตว์ที่พบจำนวนวงศ์มากที่สุด คือ แมลงสองปีก (อันดับ Diptera ) พบ 10 วงศ์ รวม 699 ตัว ส่วนมากเป็นพวกหนอนแดง (วงศ์ Chironomidae ) อันดับที่พบมากรองลงมา คือ แมลงหนอนปลอกน้ำ (อันดับ Trichoptera ) พบ 8 วงศ์ จำนวน 228 ตัว ที่พบมากที่สุดคือ แมลงหนอนปลอกน้ำรังไหม (วงศ์ Hydropsychidae ) ที่ห้วยพรมแล้ง พบสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินทั้งสิ้น 12 อันดับ 43 วงศ์ 77 ชนิด จำนวนรวม 2402 ตัว สัตว์ที่พบมาก 3 อันดับ แรก เป็นสัตว์กลุ่มเดียวกับที่พบในห้วยหญ้าเครือ คือ แมลงชีปะขาวมากที่สุด จำนวน 846 ตัว จาก 6 วงศ์ วงศ์ที่มีสมาชิกเป็นจำนวนมาก คือ วงศ์ Caenidae และวงศ์ Leptophlebiidae แมลงสองปีกพบ 9 วงศ์ 768 ตัว ส่วนมากเป็นพวกหนอนแดง และอันดับสุดท้าย คือ แมลงหนอนปลอกน้ำ มี 10 วงศ์ จำนวน 416 ตัว ที่พบมากคือ แมลงหนอนปลอกน้ำเข็ม ( วงศ์ Leptophlebiidae ) สัตว์ที่พบมาในลำห้วยทั้งสองแห่งอีกกลุ่มหนึ่งคือ ด้วงหรือแมลงปีกแข็ง (อันดับ Coleoptera ) โดยพบจำนวน 6 วงศ์ 130 ตัว ที่ห้วยหญ้าเครือ และจำนวน 4 วงศ์ 207 ตัว ที่ห้วยพรมแล้ง วงศ์ที่พบเป็นจำนวนมาก ในทั้งสองลำห้วยคือ วงศ์ Elmidae (ด้วงน้ำไหล ) และวงศ์ Psephenidae (เหรียญน้ำ )

            3. โครงสร้างชุมชนสัตว์ไม่กระดูกสันหลังหน้าดิน

            ความผันแปรของชนิดและจำนวนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน

            จำนวนชนิดละความหนาแน่นของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน ในลำห้วยทั้งสองไม่แตกต่างกัน ( t=202=0.43 P>0.05 และ t202=0.592 P>0.05 ตามลำดับ) ในแต่ละลำห้วย ความหนาแน่นและจำนวนชนิดที่พบ ในแต่ละเดือนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (ตารางที่ 2)


Next Page


wetlab logo



Wetlab Ring
Prev 5 | Previous | Next | Next 5 | Random | List |
Wetlab Ring,